ข้ามไปเนื้อหาหลัก

นักเป่าแตรที่ถูกจับ

แชร์นิทานเรื่องนี้

ฟังนิทานเรื่องนี้

0:00--:--

ภาพประกอบ

นักเป่าแตรที่ถูกจับ - A battlefield trumpeter being seized by enemy soldiers while clutching his brass instrument

เนื้อเรื่อง

ในสมรภูมิที่เต็มไปด้วยความดุเดือดและเสียงอึกทึกครึกโครม มีนักเป่าแตรคนหนึ่งยืนตระหง่านอยู่บนเนินเขา เขาไม่ใช่ชายผู้มีความเก่งกาจในการใช้ดาบหรือถือโล่ป้องกันตัว เขาสวมเพียงชุดธรรมดาและไม่มีอาวุธใดติดกาย แต่เขามีเครื่องดนตรีทองเหลืองที่สามารถส่งเสียงก้องกังวานเหนือเสียงเหล็กกระทบกันและเสียงร้องโหยหวนของผู้ได้รับบาดเจ็บ ทุกครั้งที่เขาเป่าแตร สัญญาณนั้นได้ปลุกเร้าจิตใจของเหล่าทหารให้ฮึกเหิมและรุกคืบเข้าใส่ศัตรูด้วยความมุ่งมั่นที่ไม่อาจต้านทาน

ทว่าโชคชะตาของสงครามนั้นไม่แน่นอนดั่งสายลม เมื่อกองทัพฝ่ายศัตรูบุกเข้ามาอย่างรวดเร็ว นักเป่าแตรผู้นี้ก็ถูกตัดขาดจากกองทหารของตน เขาถูกทหารฝ่ายตรงข้ามรุมล้อมและจับตัวไปต่อหน้าแม่ทัพใหญ่ ด้วยความหวาดกลัว เขาชูแตรในมือขึ้นแล้วกล่าวอ้อนวอนด้วยเสียงสั่นเครือว่า 'ได้โปรดไว้ชีวิตข้าด้วยเถิด ข้าไม่ได้ทำอันตรายใคร ท่านเห็นหรือไม่ว่าข้าไม่มีดาบ ไม่มีหอก และไม่มีอาวุธใดๆ เลย ข้าเป็นเพียงนักดนตรีธรรมดา มันคงไม่ยุติธรรมหากจะสังหารคนที่ไม่ได้มีส่วนร่วมในการต่อสู้ครั้งนี้'

แม่ทัพฝ่ายศัตรูมองชายผู้นั้นด้วยสายตาเย็นชาและรอยยิ้มที่รู้ทัน เขาชี้มือไปยังสนามรบที่ยังคงเต็มไปด้วยการเข่นฆ่าและทหารที่สู้รบกันอย่างดุเดือด ก่อนจะตอบว่า 'เป็นความจริงที่มือของเจ้าสะอาดจากเลือดและไม่มีอาวุธคาดเอว แต่เจ้าคือคนที่อันตรายที่สุดในสนามรบแห่งนี้ แม้เจ้าไม่ได้ลงมือฆ่าใครด้วยตัวเอง แต่เสียงแตรของเจ้าได้สั่งการให้ทหารนับร้อยเข้าเข่นฆ่ากัน ปลุกเร้าให้พวกเขาโกรธแค้นและชี้แนะให้พวกเขาลงมือสังหาร เสียงดนตรีของเจ้าคือผู้อยู่เบื้องหลังการนองเลือดนี้ เจ้าคือจิตวิญญาณแห่งสงคราม และด้วยเหตุนี้ เจ้าจึงสมควรได้รับโทษทัณฑ์เป็นคนแรกในฐานะผู้จุดชนวนความขัดแย้ง'

เมื่อสิ้นคำพูดนั้น นักเป่าแตรก็สิ้นเสียงลง เขาตระหนักได้ในวินาทีสุดท้ายว่า ผู้ที่คอยปลุกปั่นด้วยคำพูดหรือเสียงสัญญาณนั้น ย่อมต้องแบกรับความรับผิดชอบต่อความสูญเสียไม่ต่างจากผู้ที่ถือดาบอยู่ในมือ

ข้อคิดสอนใจ

ผู้ยุยงให้ผู้อื่นทำความผิด ย่อมมีโทษไม่ต่างจากผู้ลงมือกระทำเอง

นิทานที่เกี่ยวข้อง