นักเดินทางกับต้นไม้ใหญ่
แท็กที่เกี่ยวข้อง
แชร์นิทานเรื่องนี้
ฟังนิทานเรื่องนี้
ภาพประกอบ

เนื้อเรื่อง
ในยามบ่ายที่แสงแดดแผดเผา นักเดินทางสองคนกำลังเดินทอดน่องไปตามถนนที่แห้งแล้งและเต็มไปด้วยฝุ่นผง ทั้งสองรู้สึกเหนื่อยล้าจนแทบจะก้าวขาไม่ออก ลมหายใจของพวกเขาติดขัดและร่างกายชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อจากการเดินทางอันยาวนานท่ามกลางเปลวแดดที่ร้อนระอุ พวกเขาต่างมองหาที่พักพิงเพื่อหลบความร้อน แต่ทว่ารอบข้างกลับมีเพียงทุ่งกว้างที่แห้งเหี่ยวและไร้ซึ่งเงาไม้
ทันใดนั้น สายตาของพวกเขาก็เหลือบไปเห็นต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่กลางทุ่ง กิ่งก้านสาขาของมันแผ่กว้างออกราวกับอ้อมแขนที่คอยปกป้อง และพุ่มใบหนาทึบสีเขียวขจีก็ให้ร่มเงาที่เย็นสบาย ทั้งสองรีบก้าวเท้าเข้าไปหาต้นไม้นั้นอย่างมีความหวัง และทิ้งตัวลงนอนบนพื้นดินใต้ร่มเงาไม้ด้วยความรู้สึกโล่งใจอย่างที่สุด ขณะที่พวกเขานอนพักผ่อนและรับลมเย็นที่พัดผ่านใบไม้ นักเดินทางคนหนึ่งก็แหงนหน้ามองกิ่งก้านและกล่าวกับเพื่อนของเขาว่า "ต้นไม้นี้ช่างไร้ประโยชน์เสียจริง มันไม่มีผลให้กิน ไม่มีผลิตผลใดๆ ที่มนุษย์จะได้ใช้ประโยชน์ ถือเป็นต้นไม้ที่อาภัพและไร้ค่าอย่างยิ่ง"
เมื่อต้นไม้ใหญ่ได้ยินดังนั้น มันจึงขยับกิ่งก้านและส่งเสียงใบไม้ไหวเบาๆ ราวกับเสียงกระซิบจากสายลมว่า "เจ้าพวกมนุษย์เนรคุณเอ๋ย! พวกเจ้าอาศัยร่มเงาของข้าเพื่อหลบแดดที่แผดเผา พวกเจ้าได้พักผ่อนร่างกายที่เหนื่อยล้าในที่ที่ข้าจัดเตรียมไว้ให้ แต่เพราะข้าไม่มีผลไม้ให้พวกเจ้ากิน พวกเจ้ากลับกล่าวว่าข้าไร้ประโยชน์ช่างน่าขันนัก พวกเจ้ามักจะด่วนตัดสินและมองข้ามคุณค่าของสิ่งที่คอยเกื้อกูลชีวิตเพียงเพราะมันไม่ได้ตอบสนองความโลภของพวกเจ้าในทันที"
เมื่อได้ยินเสียงนั้น นักเดินทางทั้งสองก็นิ่งเงียบไปทันที พวกเขาตระหนักได้ถึงความเขลาของตนเองและรู้สึกละอายใจอย่างยิ่ง พวกเขาเข้าใจแล้วว่าของขวัญที่ล้ำค่าที่สุดมักเป็นสิ่งที่คอยปกป้องและมอบความสุขสบายให้แก่เรา แม้ว่าสิ่งนั้นจะไม่ได้แสดงออกถึงผลตอบแทนที่เป็นรูปธรรมก็ตาม ทั้งสองจึงนอนพักผ่อนต่อไปด้วยความรู้สึกขอบคุณต้นไม้ใหญ่ และเรียนรู้ว่าคุณค่าที่แท้จริงนั้นไม่ได้วัดกันที่สิ่งที่กินได้ แต่คือสิ่งที่คอยค้ำจุนเราในยามที่ยากลำบากที่สุดของชีวิต
ข้อคิดสอนใจ
“อย่ามองข้ามคุณค่าของสิ่งที่เอื้อประโยชน์ต่อเราเพียงเพราะมันไม่มีผลประโยชน์ตอบแทนที่ชัดเจน”


